แนวคิด "Quiet Quitting" หรือ "การเลิกอย่างเงียบๆ" ซึ่งเริ่มเป็นที่พูดถึงอย่างแพร่หลายในบริบทของการทำงาน ได้ขยายอิทธิพลมาสู่ความสัมพันธ์ส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ในครอบครัว ล่าสุดมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนำหลักการนี้มาปรับใช้กับความสัมพันธ์กับมารดา เพื่อสร้างสมดุลทางอารมณ์และรักษาพลังงานชีวิตของตนเอง
การ "เงียบเลิก" กับคุณแม่ ไม่ได้หมายถึงการตัดขาดความสัมพันธ์ แต่เป็นการปรับระดับการปฏิสัมพันธ์ให้เหมาะสมกับสภาพจิตใจและพลังงานที่แต่ละบุคคลมี เพื่อหลีกเลี่ยงความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์ในระดับปกติ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์ในมิติที่สำคัญ เช่น ด้านการเงิน สุขภาพ หรือการเชื่อมโยงกับสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ
นักบำบัด Whitney Goodman ได้อธิบายการ "เงียบเลิก" ในความสัมพันธ์นี้ว่าคือการติดต่อในระดับต่ำที่สุด (Minimal Contact) ซึ่งอาจมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการพบปะแบบตัวต่อตัว แต่ยังคงมีการติดต่อผ่านข้อความ โทรศัพท์ หรืออีเมลเป็นครั้งคราว หรืออาจเลือกที่จะพูดคุยกันโดยไม่ลงรายละเอียดชีวิตส่วนตัวที่อาจก่อให้เกิดความกดดัน ความถี่ของการติดต่อก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่สัปดาห์ละครั้ง ไปจนถึงปีละครั้ง ขึ้นอยู่กับการประเมินของแต่ละบุคคล
เหตุผลสำคัญของการเลือกใช้กลยุทธ์นี้คือ เมื่อความสัมพันธ์ใดๆ เริ่มส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ ทำให้เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า เป็นภาระ หรือประสบปัญหาในการตั้งขอบเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์กับมารดา ซึ่งมักมีความผูกพันทางอารมณ์ที่ซับซ้อนและมีสิ่งกระตุ้นทางอารมณ์ได้ง่าย การถอยห่างออกมาในระดับหนึ่งจึงอาจเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์
กระบวนการ "เงียบเลิก" นี้เปรียบเสมือนการทดลองที่ต้องอาศัยการสังเกตตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับระดับการมีปฏิสัมพันธ์ให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลดีต่อสภาพจิตใจ การกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนและการสื่อสารพฤติกรรมที่ยอมรับได้หรือไม่ยอมรับ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการแสดงให้ผู้อื่นรับรู้ถึงวิธีการที่เราต้องการได้รับการปฏิบัติ

อย่างไรก็ตาม การตั้งขอบเขตที่ชัดเจนอาจไม่ได้รับการยอมรับในทันที โดยเฉพาะจากผู้ที่คุ้นเคยกับรูปแบบความสัมพันธ์เดิมๆ คุณแม่อาจมีปฏิกิริยาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ แต่หากท่านเข้าใจและยอมรับขอบเขตที่ตั้งไว้ ก็อาจไม่จำเป็นต้องลดระดับการติดต่อลงมากนัก ในทางกลับกัน หากคุณแม่มีแนวโน้มที่จะก้าวข้ามขอบเขตที่เคยตั้งไว้ การกำหนดขอบเขตที่เข้มงวดมากขึ้นอาจเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องความสงบสุขในชีวิต
ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวในการกำหนดว่าการติดต่อในระดับต่ำคืออะไร สิ่งสำคัญคือการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ปริมาณและลักษณะการติดต่อ ความถี่ในการพบปะ จากนั้นจึงพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงที่สามารถทำได้เพื่อให้ความสัมพันธ์นี้ใช้พลังงานน้อยลง การเริ่มต้นอาจทำได้ง่ายๆ ด้วยการสังเกตตัวเองก่อนตอบข้อความ หากไม่รู้สึกอยากติดต่อในขณะนั้น ก็สามารถชะลอการตอบได้ หรือหากพลังงานยังไม่เพียงพอ อาจจำกัดจำนวนข้อความที่ตอบในแต่ละวันหรือสัปดาห์
การสื่อสารเรื่องการปรับเปลี่ยนนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่การแจ้งให้คุณแม่ทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับแผนการที่อาจเปลี่ยนแปลงไป เช่น การไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมบางอย่าง หรือการใช้การตอบรับแบบกลางๆ โดยไม่ต้องให้คำอธิบายที่ซับซ้อน อาจเป็นประโยชน์ สิ่งสำคัญคือการติดตามอารมณ์ความรู้สึกของตนเองอย่างสม่ำเสมอ การจดบันทึก หรือการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ สามารถช่วยให้เข้าใจว่าความรู้สึกใดที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับคุณแม่ และความรู้สึกใดเป็นผลมาจากสาเหตุอื่น
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เคยทำมานานอาจทำให้รู้สึกแปลกหรือสับสนในบางครั้ง เช่น ความรู้สึกว่างเปล่า หลงทาง หรือรู้สึกเหมือนลืมบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ บางครั้งอาจรู้สึกคิดถึงคุณแม่ แม้จะรู้ว่าการตัดสินใจที่ทำไปนั้นถูกต้อง เมื่อการ "เงียบเลิก" ได้ผล ความรู้สึกเหล่านั้นจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนักหรือไม่รุนแรงเท่าเดิม ผู้ที่ปรับเปลี่ยนอาจสัมผัสได้ถึงความโล่งใจ ความสงบสุขในชีวิตที่เพิ่มขึ้น และมีพื้นที่ในการให้ความสนใจกับเรื่องอื่นๆ มากขึ้น
ความสามารถในการปรับเปลี่ยนระดับการติดต่อกับคุณแม่สามารถทำได้ตลอดเวลา โดยอาศัยการประเมินอย่างต่อเนื่องว่ากลยุทธ์ใดที่ได้ผล หากการติดต่อในระดับต่ำที่สร้างขึ้นมีความยั่งยืน ทำให้ไม่รู้สึกหมกมุ่นหรือถูกครอบงำจากความสัมพันธ์มากเกินไป และคุณแม่สามารถปฏิบัติตามขอบเขตที่ตั้งไว้ได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม หากการ "เงียบเลิก" ในรูปแบบปัจจุบันยังไม่สามารถป้องกันไม่ให้คุณแม่ก้าวข้ามขอบเขต ควบคุมอารมณ์ หรือยังคงทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า วิตกกังวล หรือหดหู่ ก็อาจจำเป็นต้องพิจารณากลับไปทบทวนขั้นตอนต่างๆ อีกครั้ง และอาจต้องลดระดับการมีปฏิสัมพันธ์ลงไปอีก จนกว่าจะพบจุดสมดุลที่ยั่งยืน
เป้าหมายหลักคือการลดความเครียดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับคุณแม่ เพื่อให้สามารถปกป้องความสัมพันธ์ในส่วนที่ยังคงมีความหมายและมีคุณค่า ขณะเดียวกันก็ยอมรับและจัดการกับส่วนที่อาจก่อให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ
การดูแลสุขภาพใจเป็นสิ่งสำคัญ