งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่น่าสนใจระหว่างค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไตรกลีเซอไรด์ กับโอกาสในการเกิดภาวะกระดูกไม่สมานตัวหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยสูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่มีกระดูกแขนขาหัก การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการนี้ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยสูงอายุจำนวนมาก เพื่อทำความเข้าใจปัจจัยที่มีผลต่อกระบวนการฟื้นฟูของร่างกายหลังการผ่าตัด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

กลุ่มอาการเมตาบอลิซึม (Metabolic Syndrome - MetS) เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการเผาผลาญหลายอย่างในร่างกาย เช่น ภาวะอ้วนลงพุง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และระดับไขมันในเลือดผิดปกติ ซึ่งได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการฟื้นตัวและการหายของกระดูกหัก ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยจึงมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวชี้วัดที่เกิดจากการรวมค่าความผิดปกติของการเผาผลาญ ได้แก่ ดัชนี TyG-BMI (Triglyceride-Glucose Body Mass Index) ซึ่งคำนวณจากระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร ระดับไตรกลีเซอไรด์ และดัชนีมวลกาย กับการเกิดภาวะกระดูกไม่สมานตัว (nonunion) หรือกระดูกไม่ติดหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยสูงอายุ

การศึกษาดังกล่าวเป็นการวิจัยแบบย้อนหลัง (retrospective study) ที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยสูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการกระดูกหักบริเวณแขนขาในโรงพยาบาลระดับอุดมศึกษา 5 แห่ง ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม 2563 ถึงธันวาคม 2565 โดยนิยามของภาวะกระดูกไม่สมานตัวในงานวิจัยนี้คือ การที่กระดูกหักยังคงมีสภาพไม่ติดกันเป็นระยะเวลา 9 เดือน หรือนานกว่านั้น โดยไม่มีสัญญาณของการรักษาที่ชัดเจนเป็นเวลา 3 เดือน

ผลการศึกษาที่น่าสนใจ พบว่าในกลุ่มผู้ป่วย 8,499 รายที่เข้าร่วมการวิจัย มีผู้ป่วยจำนวน 141 ราย หรือคิดเป็น 1.66% ที่เกิดภาวะกระดูกไม่สมานตัว การวิเคราะห์ทางสถิติด้วยแบบจำลองลูกบาศก์ spline ที่จำกัด (Restricted Cubic Spline - RCS) และการถดถอยโลจิสติกแบบหลายตัวแปร (multivariate logistic regression) ได้เผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่เชิงเส้น (non-linear relationship) ระหว่างค่า TyG-BMI กับความเสี่ยงของการเกิดกระดูกไม่สมานตัว

Carthisin
Carthisin

ที่น่าสังเกตคือ ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นรูปตัวยู (U-shaped) ซึ่งหมายความว่าทั้งค่า TyG-BMI ที่ต่ำมากและสูงมาก ล้วนมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงในการเกิดภาวะกระดูกไม่สมานตัว ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์การป้องกันความเสี่ยง (risk stratification thresholds) ที่ค่า 173.9 และ 213.0 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงอ้างอิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่า TyG-BMI ที่สูงกว่า 213.0 มีความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างอิสระต่อความเสี่ยงของการเกิดกระดูกไม่สมานตัว โดยมีค่า Odds Ratio (OR) อยู่ที่ 1.233 ซึ่งยังคงความแข็งแกร่งในการวิเคราะห์ความไวและการสำรวจกลุ่มย่อยต่างๆ

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบปฏิสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญระหว่างระดับ TyG-BMI กับปัจจัยอื่นๆ เช่น การได้รับเลือดระหว่างการผ่าตัด และชนิดของการปลูกถ่ายกระดูก (bone graft) ซึ่งบ่งชี้ว่าปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ของการสมานตัวของกระดูกร่วมด้วย การเข้าใจถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ สามารถช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การวางแผนการรักษาและการดูแลที่จำเพาะเจาะจง

จากผลการวิจัยนี้ อาจกล่าวได้ว่าระดับ TyG-BMI ที่ต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดภาวะกระดูกไม่สมานตัวในผู้สูงอายุหลังการผ่าตัดกระดูกหักบริเวณแขนขา การทำความเข้าใจตัวชี้วัดเหล่านี้สามารถนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงและการจัดการผู้ป่วยแบบรายบุคคล เพื่อเพิ่มโอกาสในการสมานตัวของกระดูกและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น การดูแลสุขภาพโดยรวม การรับประทานอาหารที่สมดุล การออกกำลังกายที่เหมาะสม และการพักผ่อนที่เพียงพอ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมสร้างกระบวนการฟื้นฟูของร่างกาย

การรักษาสุขภาพที่ดีให้แข็งแรงอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ การดูแลสุขภาพกระดูกและข้อให้แข็งแรงควรมาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพกระดูก เช่น อาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูง และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายหรือการปรับเปลี่ยนการบริโภคใดๆ